เป้าหมายสูงสุดของผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม อาคารธุรกิจ หรือแม้กระทั่งเจ้าของบ้านพักอาศัยที่ตัดสินใจลงทุนติดตั้ง Solar Rooftop คือการประหยัดค่าพลังงานไฟฟ้าให้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม คำถามที่พบบ่อยและสร้างความสับสนมากที่สุดในหมู่นักลงทุนโซล่าเซลล์ในไทยคือ "เราจะคิดเงินค่าพลังงานไฟฟ้าที่เหลือใช้และไหลคืนกลับสู่ระบบส่งไฟฟ้าของการไฟฟ้าอย่างไร"
ข้อมูลข่าวสารในโซเชียลมีเดียมักมีการพูดถึงข้อเรียกร้องระบบ Net Metering (การหักลบหน่วยไฟฟ้ากระแสสลับแบบ 1 ต่อ 1) แต่ในความเป็นจริง มาตรการรับซื้อและคิดเงินของหน่วยงานกำกับดูแลของไทย (กกพ. และการไฟฟ้าหลัก MEA/PEA) ปัจจุบันใช้ระบบ Net Billing (ระบบซื้อและขายคนละราคา) และมีระเบียบเปิดรับสิทธิ์ล่าสุดประจำปี 2569 บทความนี้จะเจาะลึกความคุ้มค่าทางการเงินให้ทุกท่านได้รับทราบครับ
1. ทำความเข้าใจ Net Metering vs Net Billing
ในทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พลังงาน รูปแบบการคำนวณและคิดหน่วยไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบ่งออกเป็น 2 ระบบชัดเจนดังนี้:
- Net Metering (การหักลบหน่วยสะสม): คือระบบหักลบหน่วยไฟฟ้าโดยตรง 1 kWh ที่ไหลออกมีค่าเท่ากับ 1 kWh ที่ดึงเข้ามาใช้งาน ตัวอย่างเช่น หากตอนกลางวันโซล่าเซลล์ของคุณผลิตไฟเกินความต้องการและไหลออกไป 10 หน่วย และตอนกลางคืนคุณดึงไฟกลับมาใช้ 10 หน่วย หน่วยไฟฟ้าจะหักล้างกันเหลือเป็น 0 หน่วยพอดี ระบบนี้เปรียบเสมือนคุณมีแบตเตอรี่สาธารณะของการไฟฟ้าให้ฝากไฟไว้ฟรี ซึ่ง ปัจจุบันระบบนี้ยังไม่ได้รับการอนุมัติใช้งานในประเทศไทย
- Net Billing (การคิดเงินซื้อและขายต่างราคา): คือระบบคิดเงินค่าไฟฟ้าโดยอ้างอิงราคาซื้อและราคาขายแยกจากกันโดยสิ้นเชิง ไฟฟ้าที่คุณดึงเข้ามาใช้จากการไฟฟ้าจะถูกคิดเงินตามราคาบิลปกติ (เฉลี่ยหน่วยละ 4.20–4.80 บาท) แต่ไฟฟ้าส่วนเกินที่คุณผลิตได้และไหลย้อนคืนระบบส่ง จะถูกบันทึกแยกและรัฐจะจ่ายคืนให้ในอัตราที่กำหนดไว้ต่ำกว่า (เช่น 2.20 บาทต่อหน่วยตามระเบียบ) ซึ่ง นี่คือระบบที่ประเทศไทยใช้งานอยู่ในปัจจุบัน
2. ข้อมูลอัปเดตล่าสุด: โครงการโซลาร์ภาคประชาชน ปี 2569
คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน./MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ./PEA) ได้เปิดรับสมัคร โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์ภาคประชาชน (Solar Rooftop ภาคประชาชน) ประจำปี 2569 อย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีเกณฑ์การรับซื้อและกฎระเบียบจริงล่าสุดดังนี้:
- ราคารับซื้อไฟคืน: กำหนดอัตรารับซื้อกระแสไฟฟ้าส่วนเกินที่ราคา 2.20 บาทต่อหน่วย (เพิ่มจากเกณฑ์หลายปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 1.68 บาท)
- ระยะเวลารับซื้อ: ผูกพันสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 10 ปี
- กลุ่มเป้าหมายผู้ได้รับสิทธิ์: จำกัดเฉพาะผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 (บ้านพักอาศัย) ที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ไม่เกิน 10 kWp ต่อขนาดมิเตอร์รับซื้อ
- ระบบการยื่นคำขอ: สมัครผ่านระบบออนไลน์โดยใช้เกณฑ์ First Come First Served (ยื่นก่อนได้รับสิทธิ์พิจารณาก่อนจนกว่าโควตาแต่ละพื้นที่จะเต็ม) ผ่านระบบ MEA My Energy หรือ PEA PPIM
3. สมการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางการเงิน (Financial Analysis)
สมการคำนวณผลการประหยัดค่าไฟฟ้าสะสมสุทธิรายเดือนของระบบ Net Billing สามารถเขียนอธิบายได้ตามหลักการคณิตศาสตร์การเงินดังนี้:
โดยพารามิเตอร์แต่ละตัวแปรมีค่าอธิบายดังนี้:
- Net Savings: ปริมาณจำนวนเงินที่สามารถประหยัดและสร้างรายได้กลับคืนมาในบิลค่าไฟฟ้าแต่ละเดือน (หน่วยเป็นบาท)
- E_self: ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่โซล่าเซลล์ผลิตได้และถูกดึงไปใช้ในเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในอาคารทันที (หน่วยเป็น kWh)
- R_buy: อัตราค่าไฟฟ้าปกติที่คุณต้องจ่ายให้การไฟฟ้าเมื่อนำมาใช้งาน (เฉลี่ยประมาณ 4.50 บาท/หน่วย รวม Ft และ VAT)
- E_export: ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตเหลือใช้ในช่วงแดดจัดและไหลย้อนคืนออกสู่สายส่งจำหน่ายหลัก (หน่วยเป็น kWh)
- R_sell: อัตรารับซื้อไฟฟ้าคืนจากภาครัฐ (สำหรับโครงการภาคประชาชนคือ 2.20 บาท/หน่วย)
จากสมการจะเห็นได้ว่า มูลค่าของ $R_{buy}$ (4.50 บาท) มีค่าสูงกว่า $R_{sell}$ (2.20 บาท) ถึง กว่า 2 เท่าตัว นั่นหมายความว่า ไฟฟ้าทุกๆ 1 หน่วยที่คุณผลิตและใช้งานเองทันที (Self-Consumption) จะสร้างผลตอบแทนช่วยประหยัดเงินได้มากกว่าการปล่อยให้เหลือแล้วขายคืนรัฐถึงเท่าตัว
4. ตารางเปรียบเทียบข้อแตกต่างของทั้ง 3 โมเดลในไทย
ตารางการเปรียบเทียบผลลัพธ์ในการดำเนินการเมื่อติดตั้งระบบทั้งสามรูปแบบ:
| รายการเปรียบเทียบ | โมเดล Net Metering (หักลบหน่วย 1:1) | โมเดล Net Billing (โซลาร์ภาคประชาชน 2569) | โมเดล Self-Consumption (เน้นผลิตใช้เอง) |
|---|---|---|---|
| สถานะทางกฎหมายในไทย | ยังไม่เปิดใช้งาน (อยู่ระหว่างผลักดันเชิงนโยบาย) | เปิดใช้งานแล้ว (เริ่มสมัครได้ตั้งแต่ 1 ก.ค. 2569) | เปิดใช้งานปกติทุกกลุ่มผู้ใช้ไฟ |
| อัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน | เท่ากับอัตราค่าไฟซื้อเข้า (~4.50 บาท/หน่วย) | 2.20 บาท/หน่วย (เฉพาะบ้านอยู่อาศัย) | 0 บาท/หน่วย (ไฟส่วนเกินถูกสั่งลดผลิตจาก Zero Export) |
| เป้าหมายการออกแบบขนาดระบบ | ติดตั้งได้สูงสุดเท่าพื้นที่หลังคาเพื่อสะสมหน่วยฝาก | ติดตั้งตามความคุ้มค่าและพื้นที่หลังคาบ้านพัก | ติดตั้งให้พอดีกับ Base Load ในเวลากลางวันของโรงงาน |
| กลุ่มเป้าหมายที่คุ้มค่าที่สุด | ทุกกลุ่มอาคารและธุรกิจ | บ้านอยู่อาศัยที่มีคนอยู่บ้านบางส่วนตอนกลางวัน | โรงงานอุตสาหกรรม อาคารสำนักงาน ห้างร้าน และมหาวิทยาลัย |
ข้อแนะนำสำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรม (C&I): เนื่องจากผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมและอาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ไม่ได้รับสิทธิ์ ในโครงการโซลาร์ภาคประชาชน 2.20 บาท ดังนั้น กลยุทธ์เดียวที่คุ้มค่าที่สุดคือ Self-Consumption 100% การคำนวณและประเมินขนาดพิกัดแผงและอินเวอร์เตอร์โดยวิศวกร NTE จะอิงจากกราฟแสดงพฤติกรรมการใช้ไฟ (Load Profile) ของโรงงานเพื่อไม่ให้ระบบจ่ายกำลังไฟเกินกำลังการบริโภคฐาน (Base Load) ในเวลากลางวัน
5. กลยุทธ์การลดค่าไฟร่วมกับอัตราค่าไฟฟ้า TOU (Time of Use)
สำหรับโรงงานหรืออาคารที่ใช้มิเตอร์ประเภท TOU (Time of Use) ค่าไฟฟ้าในช่วงวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 09.00 น. ถึง 22.00 น. (เรียกว่าช่วง On-Peak) จะมีราคาสูงถึงประมาณ 4.20–4.60 บาท/หน่วย (ยังไม่รวม Ft และ VAT) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สอดคล้องกับการทำงานและกำลังการผลิตสูงสุดของระบบ Solar Rooftop พอดี การติดตั้งโซล่าเซลล์เพื่อผลิตและใช้เองทันทีในช่วงเวลานี้จึงทำให้สามารถช่วยประหยัดค่าไฟและลดต้นทุนค่าพลังงานได้อย่างคุ้มค่าที่สุด มีระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ยรวดเร็วเพียง 3.5–5 ปีเท่านั้น
💬 สอบถามวิศวกร New Type Engineering
ปรึกษาการออกแบบ คำนวณมาตรฐาน และส่งทีมวิศวกรสำรวจหน้างานฟรี!
บริการออกแบบและตรวจวัดมาตรฐานวิศวกรรมครบวงจร
บริษัท นิวไทป์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท ได้มาตรฐาน ISO 9001:2015 ยินดีให้คำปรึกษา สำรวจหน้างาน และประเมินราคาฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย